วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

10 อันดับผีสุดเฮี้ยน ที่น่ากลัวสุดในโลก

ถ้าพูดถึงเรื่องผีคงหลายคนอาจจะกลัวแต่ก็ชอบฟัง แล้วเรื่องผีเรื่องไหนที่จะน่ากลัวที่สุดจนติดอันดับ 1 - 10 ของโลกบ้างมาดูกันเลย
ปรากฏการณ์แม่มดเบลล์ (The bell witch)
10. ปรากฏการณ์แม่มดเบลล์ (The bell witch)
ปรากฏการณ์แม่มดเบลล์ กับสถานที่พบเจอ เมืองอดัมส์ มลรัฐเทนเนสซี อเมริกา ใน ปี ค.ศ.1817 สถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อปรากฏการณ์หลอนที่มีชื่อที่สุดในอเมริกา ผู้คนทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมาชม รวมไปถึงประธานาธิบดีด้วย ซึ่งก็ไม่เคยผิดหวังทุกคนได้เห็นกันทั่วหน้า ซึ่งว่ากันว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจากหญิงชราชื่อ เคท แบทส์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของครอบครัวเบลล์ เธอ เจ็บแค้นมากเมื่อ ครอบครัวนี้โกงเธอในการซื้อขายที่ดิน
ดังนั้นก่อนตายเธอได้สาปแช่งว่าถ้าเธอเป็นผีฉันจะให้ดู และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ครอบครัวของเบลล์ต้องประสบเคราะห์กรรมต่างๆ นาๆ จากผีที่มองไม่เห็นไม่ว่าจะเป็น ข้าวของแตกกระจาย เข็มทิ่มตามร่างกาย นมหกเลอเทอะ ดึงผ้าคลุมจากเตียง การทุบตี แถมเสียงหัวเราะสยองแกล้งแบบสะใจ แม้กระทั่งตอนสมาชิกในครอบครัวตายผีตนนี้ยังไม่วายที่จะแสดงอิทธิฤทธิ์ หัวเราะร้องเพลงอย่างเริงร่าและดังยาวนานจนผู้ร่วมพิธีศพคนสุดท้ายออกจากงาน ฝังศพ แม้ ทุกวันนี้ครอบครัวเบลล์จะหมดรุ่นไปแล้วเกือบ 200 ปี ก็ตาม แต่ทุกวันนี้วิญญาณยังปรากฏตัวอยู่ เนื่องจากมีผู้พบเห็นปรากฏการณ์แปลกๆ ภายในถ้ำแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในบริเวณครั้งหนึ่งที่เคยเป็นสมบัติของเบลล์
ผีที่บ้านเลขที่ 50 เบิร์กเลย์สแควร์ (50 Berkeley Square)


9. ผีที่บ้านเลขที่ 50 เบิร์กเลย์สแควร์ (50 Berkeley Square)

สถานที่พบเจอ บ้านเลขที่ 50 เบิร์กเลย์ สแควร์ กรุงลอนดอน ผีที่นี่ดุจริงๆ เพราะมันทำให้เหยื่อเคราะห์ร้ายต้องสังเวยให้กับมัน แม้ไม่มีใครทราบที่มาแต่หลายคนต่างโดนมันฆ่าถ้าใครก็ตามที่มานอนพักบ้านร้าง หลังนั้น เช่นในปี 1887 กะลาสีสองคนชื่อเอ็ดเวิร์ด บลันเดนและโรเบิร์ต มาร์ติน ได้อาศัยบ้านหลังนี้พักชั่วคราวและต่อมากลางคืนบลันเดนก็พบเห็น
ผีและสู้กับมันส่วนมาร์ตินหนีออกมาเพื่อแจ้งตำรวจและเมื่อกลับมาก็พบบลัน เดนตายอยู่บันไดชั้นล่างในสภาพคอหัก ดวงตาเบิกโพลง นอกจากนั้น จอร์จ แคนนิ่ง นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็โดนด้วยและ เสียชีวิตในปี 1827 ปัจจุบันคนละแวกแถวนั้นมักตกใจเสียงทุบและเสียงกระแทกปึงปังในบางคืน
บ้านอมิตี้วิลล์ (Amityville House)


8. บ้านอมิตี้วิลล์ (Amityville House)

สถานที่พบเจอ บ้านเลขที่ 112 โอนอเวนิว อเมริกา บ้า นอมิตี้วิลล์ โอนอเวนิว เป็นบ้านทรงดัทซ์ โคโลเนียล หน้าตาเหมือนโรงนาทรงสูงที่ที่สวยงามมากหลังหนึ่ง ถูกสร้างตั้งแต่ปี 1924 แต่เมื่อ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1974 เกิดการฆาตกรรมหมู่ครอบครัวหนึ่งจากนั้นเป็นต้นมาที่นี่ก็กลายเป็นบ้านผีดุ ไปในบัดดล โดยที่ โด่งดังที่สุดคือกรณี ของ ครอบครัวของจอร์จ ลัทซ์ก็อาศัยอยู่บ้านหลังนี้และพบเหตุการณ์ประหลาดแทบทุกคืนไม่ว่าจะเป็น เสียง รอยเท้า ผีอำ ฯลฯ
นอกจากนั้น ไม่ว่าใครหน้าไหนเอา เรื่องนี้มาแต่งเป็นนิยายหรือทำเป็นหนังจะโดนคำสาป เห็นได้จาก เคยมีคนนำเรื่องอมิตี้วิลล์มาสร้างหนังปรากฏว่าหลายคนในกอง ถ่าย ต่างประสบเคราะห์กรรมต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ลึกลับ เจ็บไข้ ได้ป่วย หรือแม้กระทั่งตายอย่างลึกลับ (ปัจจุบันเราสามารถหาดู เรื่องนี้จากหนังเรื่องผีทวงบ้าน) ระวังจะโดนคำสาบ!!
เดอะ ฟลายอิ้ง ดัชท์แมน (Flying Dutchman)



7. เดอะ ฟลายอิ้ง ดัชท์แมน (Flying Dutchman)

สถานที่พบเจอ แหลม Good Hope ฮอลแลนด์ และท้องทะเลทั่วโลก(ไทยก็เคยเจอ) เป็น เรือปีศาจที่ปรากฏตัวให้เห็นบ่อยๆ ในทั่วโลกมาแล้วหลายร้อยปี เดิมคือ เรือ Flying Ducthman เป็นของกัปตัน Van Der Decken ที่นิสัยไม่ดี โดย เขาหายสาปสูญที่แหลม Good Hope ก่อนหายได้ตะโกนขึ้นว่า "ข้าจะยังคงวนเวียนอยู่ที่แหลมแห่งนี้ ถึงแม้ว่าข้าจะต้องล่องเรือจนถึงวาระสุด ท้าย ของโลกก็ตาม"
และนับจากนั้นเป็นต้นมาผู้คนทั่วโลกก็พบเรือปีศาจแบบนี้ และว่ากันว่าเรือใดที่เห็นเรือปีศาจนี้จะต้องรับความพินาศ โดยในปี 1881 คนประจำเรือเจ้าชายจอร์จที่ 5 เห็นเรือนี้จากนั้นไม่นานเขาก็พลัดตกเสากระโดงเรือตาย.... ทุกวันนี้ก็ยังมีคนกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเห็นเรือ ฟลายอิ้ง ดัทช์แมนยังคงรอนแรมอยู่เดียวดายกลางทะเลด้วยรูปลักษณ์อันเศร้าโศกและ สยดสยอง ริชาร์ด วากเนอร์ คีตกวีชื่อก้องโลกได้อาศัย ตำนานปีศาจนี้แต่งอุปรากรที่มีชื่อว่า Der Fliegende Hollander
วิญญาณที่โบลถ์บอร์ลีย์ (Borley Rectory)


6. วิญญาณที่โบลถ์บอร์ลีย์ (Borley Rectory)

สถานที่พบเจอ กรุงลอนดอนทางตะวันออกเฉียงเหนือ 60 ไมล์ แถบชานเมืองเอสเซกซ์(ปัจจุบันโดนทุบทิ้งแล้ว) เมื่อ ปี ค.ศ.1362 นักบวชนิกายเบเนดิกทีนและแม่ชีจากสำนักชีในละแวกนั้นถูกพ่อมดหมอผีและชาว บ้านที่งมงายจับสองคนไปฆ่า โดยนักบวชถูก แขวนคอส่วนแม่ชีถูกฝังทั้งเป็นภายในผนังของสำนักชี ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นโบสถ์แห่งบอร์เลย์ในปี 1863 และหลังจากนั้นเหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นก้อนหินที่ขว้างไปโดยไม่รู้ที่มา รอยเท้าประหลาด เสียง และภาพหลอนขนาดปรากฏตัวในตอนกลางวันแสกๆ เลย
โดยปี 1929 เธอปรากฏตัวถี่ขึ้นและเริ่มเห็นเต็มตัวโดยในลักษณะแต่งกายเป็นชีและท่าทาง ใบหน้าเศร้าหมองร้องขอให้มีผู้พบศพเธอเพื่อประกอบ พิธีทางศาสนา และมีผู้ถ่ายรูปเธอออกมาเพียบ จนกระทั่งคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1939 ก็เกิดเพลิงไหม้ตอนเที่ยงคืนและเผาโบสถ์จนเหลือเพียง ซากและโบสถ์ก็โดนทุบทิ้งจนผีไม่ปรากฏตัวออกมาอีกเลย
วิญญาณสีชาด กษัตริย์เฮนรีที่ 4



5. วิญญาณสีชาด กษัตริย์เฮนรีที่ 4

สถานที่พบเจอ ฝรั่งเศส วิญญาณ สีชาดตนนี้ไม่มีที่มา แต่มันสำแดงตนเสมอในช่วงเปลี่ยนกษัตริย์ของฝรั่งเศส เป็นร่างของชายสูงใหญ่ ใส่เสื้อคลุมสีชาด มีเครายาวสีชาด เช่นกัน ร่างนี้ไปปรากฏต่อพระพักตร์ของกษัตริย์เฮนรีที่ 4 แห่งฝรั่งเศส
ในคืนที 13 พฤษภาคม 1610 ในห้องพระบรรทมของกษัตริย์เฮนรีเลยทีเดียว แล้วมันก็กล่าวคำพยากรณ์ว่า "พรุ่งนี้เจ้าจะต้องตาย" พระองค์ตกใจมากและรีบเรียกตัวขุนนางผู้ใหญ่มาหารือเพื่อหาทางแก้ไข และอีก 12 ชั่วโมงต่อมา เฮนรีก็ถูกผลักตกจากบัลลังก์จริงตามคำพยากรณ์เพราะฟรองซัวราวิลแย็คทำการ รัฐประหาร นอกจากนี้วิญญาณตัวนี้ยังสำแดงตนให้นโปเลียน โปนาปาร์ตเห็นถึง 4 ครั้ง และครั้งที่ 4 คือคืนวันที่ 5 พฤษภาคม 1821 ก็เป็นวันตายของนโปเลียนนั้นเอง
ผีชุดขาวแห่งเบอร์ลิน (Ghost White of The Berlin)


4 . ผีชุดขาวแห่งเบอร์ลิน (Ghost White of The Berlin)

สถานที่พบเจอ เยอรมัน ฝรั่งเศส ว่ากันว่าเป็นวิญญาณของอันนา ซิโดว์ ภรรยาลับของกษัตริย์โจอาคิมที่ 2 ในศตวรรษที่ 16 ที่ถูกจับขังจนถึงแก่กรรม ซึ่งใครก็ตามที่ได้เห็นวิญญาณ หญิงสีขาวเมื่อไหร่คนในราชวงศ์นั้นจะประสบเคราะห์กรรม
เช่นปี 1619 มหาดเล็กของกษัตริย์จอร์น ซิกมุนด์เห็นร่างสีขาวก่อนที่จะตายโดยอุบัติเหตุ จากนั้นกษัตริย์จอห์น ซิกมุนด์ก็สวรรคต, นอกจากนั้นกษัตริย์หลายพระองค์ก็เห็นวิญญาณนี้ปรากฏที่รัสเซีย ปารีส และครั้งสุดท้ายที่ปรากฏคือวันที่ 29 เมษายน 1945 ซึ่งเป็นวันล่มสลายของนาซีเยอรมันที่เบอร์ลินพอดี!!
วิญญาณที่เรือควีนแมรี่ (Queen Mary)


3 . วิญญาณที่เรือควีนแมรี่ (Queen Mary)

สถานที่พบเจอ เรือควีนแมรี่(ปัจจุบันถูกจอดไว้ที่เมืองลองบีช โดยดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ โรงแรม) ควีน แมรี่ เป็นเรือใหญ่มากลำหนึ่งในประวัติศาสตร์อังกฤษ เคยถูกนำมาใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วถูกปลดระวางในปี 1967 เพื่อนำไปทำโรงแรม
ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่าถ้าใครตายในเรือแมรี่มีอันต้องเป็นผีเฝ้าเรือทุกตน โดยมีผู้พบเห็นผีนี้ตามจุดทั่วเรือในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรอยเท้าที่เปียก น้ำ เด็กน้อยตามหาแม่และหายตัวไปต่อหน้า สตรีในชุดราตรีโบราณ ฯลฯ
วิญญาณของพระนางแคทเธอรีน โฮวาร์ด (Catherine Howard)


2. วิญญาณของพระนางแคทเธอรีน โฮวาร์ด (Catherine Howard)

สถานที่พบเจอ หอคอยลอนดอน ประเทศอังกฤษ แม้พระนางจะโดนสำเร็จโทษหลังอภิเษกกับพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ได้เพียง 8 เดือน ไปตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1542 แล้วก็ตาม ระเบียงของพระราชวัง แฮมตัน คอร์ท พาเลสทุกวันนี้ยังมีเสียงร้องโหยหวนในยามดึกเสมอ นอกจากนี้ยังสิงสู่อยู่ที่อีธอร์น มาเนอร์ ฮอลลิงบอร์น เค้นท์ด้วย
ความเฮี้ยนสุดสยองกับ วิญญาณของพระนางแอนน์ โบลีน (Anne Boleyn the headless Queen)


1. ความเฮี้ยนสุดสยองกับ วิญญาณของพระนางแอนน์ โบลีน (Anne Boleyn the headless Queen)

วิญญาณของพระนางแอนน์ โบลีน สถานที่พบเจอ หอคอยลอนดอน ประเทศอังกฤษ พระเจ้า เฮนรีที่ 8 ช่างเป็นต้นเหตุสร้างเรื่องสยองจริงๆ เมื่อพระนางแอนน์ โบลีนพระมเหสีองค์ที่สองถูกสำเร็จโทษ 19 พฤษภาคม ปี 1536 โดยก่อนตาย นางกล่าวว่า "โอ้ ความตายนำข้าให้หลับใหล พาข้าให้พักอย่างเงียบสงัดนำข้าไปสู่ที่สุดแสนจะเงียบงันออกไปจากอกของข้า ที่ห่วงหาอาทร ย่ำระฆังความตายที่เศร้าสร้อย ปล่อยให้มันก้องกังวาน" ว่า กันว่าวิญญาณของพระนางจะกลับมาที่ บลิคลิง ฮอลล์ ในนอร์ฟอล์ค ในวันครบรอบที่พระนางถูกสำเร็จโทษ
ซึ่งสถานที่แห่งนั้นพระนางเคยใช้ ชีวิต ในวัยเยาว์ที่นั้นเลยผูกพันเป็นพิเศษ ซึ่งมีรายงานปรากฏวิญญาณของพระนางไปยังสถานทีประสูติไม่ว่างเว้น โดยผู้คนมักเห็นร่างของหญิงสูงศักดิ์ปราศจากศีรษะ นั่งอยู่ในรถม้าที่ลากโดยม้าที่ปราศจากหัวสี่ตัว และคนขับซึ่งไม่มีหัวเช่นกัน รถม้าจะวิ่งช้าๆ ไปยังอาคารโบราณที่บลิงตันและ หายลับไปยังประตูหน้า นอกจากนี้พระนางยังปรากฏอยู่ที่หอคอยแห่งลอนดอนอีกด้วย โดยผู้ใดที่อยู่ตรงข้ามพระนางจะพลอยได้พบหายนะไปด้วย เสียสิ้น โดยใครพบเจอคนนั้นอาจหัวใจวายตายในเวลาไม่นาน ไม่ก็เสียสติ

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก Toptenthailand

เสียงปริศนา หอประชุมใหญ่
สวัสดีครับ เรื่องลี้ลับในสถาบัน กลับมาแล้วครับ สัปดาห์ที่ผ่านมาหน้าเว็บไซต์เด็กดีมีการปรับลุกส์ใหม่ น้องๆ หลายคนถามไถ่กันว่า "คอลัมน์เรื่องลี้ลับ"หายไปไหน ล่าสุดสถานการณ์ปกติ เรื่องผีๆ กลับมาแล้วคร้าบ ต่อเนื่องความหลอนในสัปดาห์นี้กับ เสียงปริศนาที่ดังขึ้นในหอประชุมโรงเรียนแห่งหนึ่ง ทำเอานักเรียนหลายคนหลอนไป 3 วัน 3 คืน เรื่องราวจะเป็นยังไง ไปตามอ่านจาก น้องอาย ในชื่อตอน "เสียงปริศนา หอประชุมใหญ่" กันเลยครับ

            สวัสดีค่ะ พี่ลาเต้ และเพื่อนๆ ชาวเด็กดีดอทคอมทุกคน เรื่องลี้ลับที่เราจะนำมาเล่าในวันนี้ หากลองอ่านแล้วเพื่อนๆ คงจะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่หากเทียบกับเรื่องลี้ลับในสถาบันเรื่องอื่นที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์ที่เรานำมาเล่านี้มันเป็นเหตุการณ์จริงที่ทำให้เพื่อนๆ ของเราหลอน และไม่กล้าที่จะอยู่สถานที่แห่งนั้นตามลำพังอีกเลย

            โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนสหศึกษาขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ย่านลาดพร้าว ใกล้กับม.เกษตร วันที่เกิดเหตุการณ์นั้นก็เป็นวันที่เรา และเพื่อนๆ มาโรงเรียนกันตามปกติ ในช่วงเวลาเรียนคาบบ่าย สักประมาณคาบ 5 ของตารางเรียน เวลาตอนนั้นก็ประมาณ บ่าย 2 โมงกว่าๆ เรา และเพื่อนๆ มีเรียนวิชาดนตรีสากลกัน ซึ่งห้องดนตรีสากลของโรงเรียนนั้น จะอยู่ที่ชั้น 2 ของอาคารหลังนึง ซึ่งด้านล่างเป็นโรงอาหาร ชั้น 2 เป็นห้องดนตรีสากล - ห้องชมรมวงโยธวาทิต และชั้นสุดท้ายชั้นที่ 3 เป็นหอประชุมขนาดใหญ่ของโรงเรียน สามารถจุคนได้ราวพันคน

            ในตอนนั้นอาจารย์ท่านติดธุระด่วน จึงขอเข้าสอนสายเล็กน้อย และแจ้งให้พวกเราไปรอที่ห้องเรียนดนตรีสากลก่อน พวกเราจึงไปนั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้องดนตรีแห่งนั้น  แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งอาจารย์ท่านก็ยังไม่มา ด้วยความเบื่อ และอากาศร้อน เพื่อนๆ ของเราจึงขึ้นไปที่หอประชุมด้านบน ส่วนเราและเพื่อนอีก 4-5 คนไม่ได้ขึ้นไปด้วยเลยนั่งเล่นเครื่องดนตรีอยู่ที่ห้อง

            เนื่องจากประตูของหอประชุมด้านบนนั้นไม่ได้ล็อคกุญแจเอาไว้ เพื่อนๆ กลุ่มที่ขึ้นไป จึงเข้าไปด้านในเปิดแอร์ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ต้องอธิบายก่อนว่าภายในหอประชุมโรงเรียนเรานั้น จะมีการแบ่งออกห้องย่อยๆ อยู่หลายห้อง มีทั้งห้องพักที่อยู่ข้างเวที ห้องเครื่องเสียง ห้องที่เป็นส่วนเก็บสวิตซ์ไฟฟ้า สวิตซ์แอร์ เพื่อนๆ ของเราก็วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เข้าห้องนู้น ออกห้องนี้ ตะโกนโวกเวกโวยวายกันเสียงดังอย่างสนุกสนาน

            แต่แล้วหลังจากที่เพื่อนๆ ของเราวิ่งกันไป ตะโกนใส่กันไป ก็มีเสียงหนึ่งตะโกนสวนขึ้นมาว่า “ เล่นอะไรกัน ” และตามมาด้วยน้ำเสียงหัวเราะเยาะเย้ย ทั้งยังดังก้องไปทั่วห้องราวกับเสียงเอคโค่ ในตอนแรกทุกคนต่างก็คิดว่าเป็นเสียงเพื่อนในกลุ่ม ที่ตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงโทนต่ำ แต่เสียงนั้นกลับพูดประโยคซ้ำๆ ไม่ยอมหยุด และทุกคนที่อยู่บนหอประชุมนั้นต่างหยุดการเคลื่อนไหว และหยุดส่งเสียงใดๆ ออกมา ทุกคนต่างคนต่างมองหน้ากัน เมื่อเสียงนั้นชัดเจนก้องอยู่ในหูของทุกคนแล้ว ทั้งหมดสิบกว่าคนนั้น รีบวิ่งหนีลงมาที่ห้องดนตรีทันที

            ขณะนั้นเพื่อนที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งก็คือเราและเพื่อนอีกประมาณ 4-5 คนที่นั่งเล่นเครื่องดนตรีอยู่ ต่างตกใจมาก ยังพูดตำหนิเพื่อนๆ ด้านบนอยู่เลยว่าวิ่งเล่นอะไรกัน เสียงดังมาถึงข้างล่าง และอยู่ดีๆ เพื่อนกลุ่มด้านบนก็วิ่งกรูกันลงมา ต่างคนต่างเหงื่อแตกพลั่กๆ กันเป็นแถว วิ่งลงมากันแบบไม่คิดชีวิตกันเลยทีเดียว พอหายเหนื่อยแล้วจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้พวกเราฟัง หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าขึ้นไปบนนั้น หรืออยู่ในตึกนั้นเพียงคนเดียวเลย เพราะขนาดอยู่กันกลุ่มใหญ่สิบกว่าคน ยังไม่รอดเลยยยย


ที่มา : dek-d.com

ฮือฮา .. หลุมไฟพิศวงกลางทะเลทราย ชาวบ้านเรียก 'ประตูสู่นรก'



เดลิเมล์ - สื่อต่างประเทศเผยแพร่ภาพหลุมพิศวง โผล่กลางทะเลทรายของประเทศเติร์กเมนิสถาน ขณะที่มันได้รับฉายาว่า "ประตูสู่นรก" อันเนื่องจากในหลุมยังคงลุกไหม้มาจนถึงทุกวันนี้
      
       แวบแรกที่เห็น คุณอาจคิดว่ามันเป็นฉากน่าทึ่งของภาพยนตร์แนวนิยายวิทยาศาสตร์ แต่หลุมแห่งไฟยักษ์นี้ที่ถูกพบในทะเลทรายคาราคัม ใกล้ดาร์วาส เมืองเล็กๆของเติร์กเมนิสถาน ไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากโลกถูกมนุษย์ต่างดาวโจมตี แต่มันถูกค้นพบโดยบังเอิญจากการขุดแก๊สเมื่อ 40 ปีก่อน



       หลุมยักษ์น่าสะพรึงกลัวนี้ ถูกค้นพบโดยเหล่านักธรณีวิทยาของโซเวียตในปี 1971 โดยระหว่างปฏิบัติการบริเวณดังกล่าว พวกเขาขุดไปเจอโพรงที่เต็มไปด้วยก๊าซธรรมชาติ แต่พื้นดินจุดที่ตั้งแท่นขุดดันพังถล่ม จึงเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 70 เมตร
      
       ด้วยความกลัวว่ามันอาจปล่อยก๊าซพิษลอยออกมาเป็นอันตรายต่อผู้คน พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะเผาก๊าชธรรมชาติในหลุมนี้ให้หมดสิ้นไป โดยคิดว่าใช้เวลาแค่สี่ถึงห้าวันก็คงจะดับเรียบร้อย แต่ปรากฎว่าไฟในหลุมยังคงลุกไหม้มาจนถึงทุกวันนี้


       ไฟที่ลุกไหม้ส่องประกายแสงสีทองที่สามารถมองเห็นได้ไกลเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรรอบๆเมืองดาร์วาส ถิ่นฐานที่มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 350 คน และอยู่ห่างจากกรุงอาชกาบัต เมืองหลวงของเติร์กเมนิสถาน ราว 260 กิโลเมตร
      
       ในเดือนเมษายน ปี 2010 ประธานาธิปดีกูร์บันกูลี เบอร์ดีมูคาเมดอฟ เดินทางลงพื้นที่และมีคำสั่งให้ปิดหลุมดังกล่าว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น ขณะที่คนท้องถิ่นเรียกมันว่า "The Door to Hell" หรือประตูสู่นรก
       
       
       
       


ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์
สิริสวัสดิ์โสรวารค่ะ

10 อันดับวัตถุลึกลับโบราณ

ในช่วงหลายร้อยปีมานี้ มีการพบวัตถุลึกลับต่างๆ มากมายทั่วโลก ซึ่งวัตถุแต่ละอย่างไม่สอดคล้องกับทฤษฏีความเป็นไปของโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอารยธรรม, ความฉลาดของสมอง, ความคิดของมนุษย์ ฯลฯ และนี้คือ 10 วัตถุโบราณที่กำลังท้าทางคำตอบ ว่ามันคืออะไรกันแน่ และมันมีไว้เพื่ออะไร ไปชมกันได้เลยครับ
10.Klerksdorp sphere


หรือ The Grooved Spheres เป็นโลหะลึกลับที่มีการค้นพบกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยคนงานเหมืองใน Ottosdal เมืองเล็กๆ ในประเทศแอฟริกาใต้ได้ขุดค้นพบวัตถุโลหะทรงกลมลึกลับจำนวนหนึ่ง ขึ้นมาในชั้นหินแร่ไพโรฟิลไลท์ โดยไม่ทราบที่มาและแหล่งกำเนิดได้ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ มันเป็นวัตถุโลหะทรงกลมลึกลับนี้วัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางรอบวงได้ประมาณ 1 นิ้วกว่าๆ (0.5-10 ซม.) และมี 2 แบบ คือโลหะสีน้ำเงินอ่อน มีสีขาวเป็นจุดๆ อีกแบบเป็นทรงกลวง ข้างในบรรจุข้าวสาลี และจากการตรวจสอบหาอายุวัตถุลึกลับนี้จากชั้นของหินพบว่ามันมีอายุนานถึง 2,800 ล้านปี!!(ในวีพีมีเดียอังกฤษบอกว่า 3,000 ล้านปี) ซึ่งมันเป็นยุคพรีแคมเบรียน(Precambrian)หรือบรมยุคกำเนิดโลก ดูจากยุคแล้วก็บอกได้แน่นอนว่าไม่มีวิทยาการที่สามารถใช้ไฟหลอมโลหะเป็นทรงกลมได้แน่ๆ แถมเป็นยุคที่ไม่มีมนุษย์อีก ทำให้จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครทราบคำตอบว่าใครเป็นทำโลหะทรงกลมเหล่านั้น?? และทำเพื่ออะไร?? ทำให้ตั้งข้อสมมุติฐานว่าเกิดจากธรรมชาติเท่านั้น.....
9 The Dropa Stones  

ในปี 1938 นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งนำโดยดร.ชีปูเตย (Dr. Chi Pu) ได้เข้าไปสำรวจเทือกเขาเป่ยอัน-คารา-ยูลา Baian-Kara-Ulaในเมืองจีน ได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ในถ้ำแห่งหนึ่งเข้า สิ่งมหัศจรรย์นี้เป็นวัตถุอารยธรรมโบราณฝังรูปร่างเหมือนแผ่นศิลาทรงกลมหลายร้อยแผ่นฝังอยู่ฝุ่นตามพื้นถ้ำ ศิลาเหล่านี้วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 9 นิ้ว แต่ละแผ่นมี รอยสลักเป็นวงกลมที่ศูนย์กลาง แล้วแกะหมุนวนแบบลายก้นหอย ดูคล้ายแผ่นเสียง ทว่ามีอายุราว 10,000-12,000 ปี เมื่อเพ่งพินิจให้ดีก็จะพบว่า ที่จริงแล้ว เส้นสายเหล่านั้นเป็น อักษรภาพตัวเล็กจิ๋วที่บอกเล่าเรื่องราวที่เหลือเชื่อว่า ครั้งหนึ่งเคยมียานอวกาศบินมาตก ที่เทือกเขาแห่งนั้น ยานอวกาศที่ว่ามีนักบินเป็นเผ่าชนที่เรียกตัวเองว่า โดรปา ซึ่งมีการพบซากของมนุษย์ที่อาจเป็นลูกหลานของชนกลุ่มนี้ในถ้ำด้วย
8 The Ica Stones
ในช่วงทศวรรษ 1930 บิดาของดร.ฮาเวียร์ คาบรีบรา นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ผู้ศึกษาเรื่องราวของชนพื้นเมืองในเปรู ได้พบหินหลายร้อยก้อนตามหลุมศพของชาวอินคาโบราณ ดร.คาบรีบราได้สานต่องานของพ่อ ด้วยการสะสมก้อนหิน ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟเหล่านี้ได้มากถึงกว่า 1,100 ก้อน ซึ่งประมาณว่ามีอายุราว 500-1,500 ปี และต่อมารู้จักกันในชื่อก้อนหินอิคา หินเหล่านี้มีรอยสลัก บางชิ้นเป็นเรื่องราวทางเการแพทย์ เช่นผ่าตัด ตัดหัวใจ และปลูกถ่ายสมอง แต่ที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ ภาพสลักรูปไดโนเสาร์ ทั้งบรอนโตซอ รัส ไทรเซอราท็อป สเตโกซอรัส และเทอโรซอร์ รูปของคนขี่ไดโนเสาร์ รูปกล้องโทรทัศน์ แล้วก็แผนที่โลกที่มองลงมาจากทางอากาศ ปัจจุบัน ยังไม่มีนักโบราณคดีคนใดอธิบายเรื่องนี้ได้ แม้นักวิชาการบอกว่า หินอิคาเป็นของที่กุขึ้นมาเอง แต่ก็ไม่เคยมีการ วิจัยเพื่อพิสูจน์ความจริงหรือหักล้างในเรื่องนี้ หินอิคาจึงเป็นก้อนหินที่น่าพิศวงต่อไป
7 Giant Stone Balls of Costa Rica
เมื่อทศวรรษ 1930 ขณะกำลังหักร้างถางพงในป่าทึบของ ประเทศคอสตาริกาเพื่อทำสวนกล้วย พวกคนงานได้เจอลูกหินขนาดต่างๆ หลายสิบลูก หลายลูกมีรูปร่างกลมดิก ขนาดก็แตกต่างกันไป มีตั้งแต่เท่า ลูกเทนนิสไปจนถึงลูกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 ฟุต หนักถึง 16 ตัน เห็นได้ชัดว่าลูกหินพวกนี้ไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ แต่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ ปัญหาก็คือไม่ได้พบร่อยรอยมนุษย์ที่อยู่ใกล้เคียงแม้แต่น้อย แม้แต่เศษเครื่องปั้นดินเผาก็พบสักชิ้น มันไม่น่าจะเป็นฝีมือมนุษย์ เพราะว่าลูกบอลยักษ์กลมดิกมาก จากข้อสันนิษฐานพบว่าลูกบอลยักษ์เหล่านี้เกิดขึ้นก่อนมนุษย์จะเกิดเสียอีก คือเกิดในยุคแทร์เซียรีพีเรีนดซึ่งนานกว่า 40 ล้านปีมาแล้ว คนพวกไหนมาสร้างเอาไว้ ทำขึ้นมาด้วยจุดประ สงค์อันใด และที่สำคัญมีเครื่องไม้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีอะไรจึงทำลูกหิน ได้กลมเกลี้ยงถึงปานนี้?
6 Oera Linda Book
เป็นหนังสือที่เขียนด้วยมือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เทพนิยาย และศาสนา ที่ปรากฏออกมาเมื่อศตวรรษที่ 19 หนังสือนี้ประกอบด้วยเรื่องความหายนะ, ชาตินิยมที่ผู้หญิงเป็นผู้นำครอบครัว,เทพนิยาย พบว่ามีการภาษาที่ใช้เขียนเล่มเป็นภาษาของชนชาติยุโรปและของชนชาติอื่นๆ รวมอยู่ด้วย โดยเนื้อหาที่เขียนถูกรวบรวมและจัดเรียงโดย(เจ้า)แม่ผู้นำขนบธรรมเนียมท้องถิ่น ที่อุทิศตัวเป็นนักบวชหญิงของเฟรย่า ด้วยเหตุนี้ภาษาที่ใช้จึงเป็นภาษากรีกโบราณและภาษาฟีนิเชี่ยน ฉบับปัจจุบันถูกพบว่าเขียนในปี 1260 ส่วนฉบับที่เก่าแก่กว่าถูกพบว่าเขียนในช่วงระหว่าง 2194 ปีก่อนคริสตศักราช ถึง ค.ศ.803 ซึ่งสมัยนั้นไม่มีทางที่เขียนภาษาแบบนี้ได้แน่ๆ แต่กระนั้นก็มีการโต้แย้งว่ามันอาจเขียนขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วทำให้ดูเหมือนโบราณเท่านั้น
5 Impossible Fossils

อย่างที่เราเคยเรียนกันสมัยมัธยม ซากฟอสซิลที่ปรากฏอยู่ตาม ก้อนหินนั้น ต้องใช้เวลาก่อตัวนานนับล้านปี แต่ก็มีฟอสซิลจำนวนหนึ่งซึ่งดูจะ ขัดกับหลักธรณีวิทยาหรือประวัติศาสตร์ ชนิดผิดฝาผิดตัวอย่างสุดๆ เช่น ฟอสซิลรูปมือประทับของมนุษย์ที่พบในชั้นหินปูน ซึ่งประมาณว่ามีอายุ 110 ล้านปี เป็นต้น แล้วยังมีสิ่งที่เชื่อว่าเป็นฟอสซิลนิ้วมือของมนุษย์ ที่พบในเขต อาร์กติกของแคนาดาอีก ชิ้นนี้มีอายุราว 100-110 ล้านปี ไม่แต่เท่านั้น ยังมีการพบรอยเท้ามนุษย์ ซึ่งมองเหมือนสวม รองเท้าแตะ ที่เมืองเดลตา มลรัฐยูทาห์ ในชั้นหินดินดาน อายุราว 300-600 ล้านปีด้วย
4  Out-of-Place Metal Objects
เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ตามตำราบอกว่ามนุษย์ยังไม่เกิด และแน่นอนเรื่องช่างโลหะย่อมไม่มีแน่ แต่แล้วในฝรั่งเศสดันมีการค้นพบท่อโลหะ ทรงกึ่งรูปไข่ ที่ขุดพบในหินชอล์ก ยุคครีเตเชียสซึ่งเป็นยุคสุดท้ายของยุคเมโสโซอิค หรือ "ยุคไดโนเสาร์" ก่อนทวีปต่างๆ ก็ได้แยกออกจากกันเช่นในปัจจุบันได้อย่างไรกัน? ...นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างกรณีทำนองนี้มีมากมาย เช่น...เมื่อปี 1885 มีการพบท่อ โลหะในก้อนถ่านหิน ซึ่งเห็นได้ว่าทำขึ้นด้วยฝีมือของมนุษย์ ...เมื่อปี 1912 คนงานของโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งก็เจอกาน้ำโลหะใน ถ่านหินก้อนใหญ่ จากยุคหิน(Mesozoic)
3 Ark Of The Covenan
มีเรื่องเล่ากันว่า หีบพันธะสัญญาเป็นหีบที่สร้างขึ้นตามพระบัญชาของพระเจ้าเพื่อเป็นที่บรรจุแผ่นหินจารึกบัญญัติ 10ประการของพระองค์ ที่ประทานแก่ โมเสส แน่นอนหลายคนที่ได้รู้เรื่องราวหีบพันธะสัญญานี้ได้บอกว่ามันน่าเหลือเชื่อและหากเป็นเรื่องจริงละก็มันน่าจะเป็นวิทยาการอะไรสักอย่างที่ไม่มีในยุคนั้น ดังนั้นจึงมีข้อสันนิฐานตามมาว่า หีบพันธะสัญญาน่าจะ เป็นขวดแก้วไลเดน (Leyden Jar) ซึ่ง ปีเตอร์ แวน มุสเซนโบรค ได้คิดค้นขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1745 (เป็น อุปกรณ์เก็บสะสมประจุไฟฟ้า แบบง่าย) ซึ่งอุปกรณ์ทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวกับไฟฟ้าทั้งสิ้น สมัยก่อนนั้นมีการใช้ไฟฟ้าได้อย่างไรกัน?? และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครพบหีบพันธะสัญญาที่แท้จริง ทำให้ไม่สามารถรู้ว่าหีบพันธะสัญญาคืออุปกรณ์อะไรกันแน่
2 The Coso Artifact
ขณะออกไปหาเก็บก้อนแร่และหินสวยงามบนเทือกเขาโอ ลัน คา ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย วอลเลซ เลน, เวอร์จิเนีย แม็กซีและไมค์ ไมค์เซล ได้เจอหินที่เข้าใจว่าเป็นแก้วผลึก ก้อนหนึ่ง ทั้งสามชอบใจมาก เพราะคิดว่าถ้าเอากลับไปขายที่ร้านอัญมณี ของตัวเอง คงได้ราคาพอควร แต่เมื่อกะเทาะออกดู ไมค์เซลก็เจอวัตถุชิ้นหนึ่งอยู่ข้างใน มองเหมือนเครื่องเคลือบสีขาว ตรงกลางมีแท่งโลหะแวววาว ผู้เชี่ยวชาญประมาณว่า ต้องใช้เวลาร่วม 500,000 ปี กว่าที่เจ้าก้อนผลึกนี้จะก่อตัวห่อหุ้มวัตถุนี้ไว้ภายในได้เช่นนี้ ทั้งๆ ที่วัตถุดังกล่าวมองเหมือนเป็นผลงานจากน้ำมือของมนุษย์ เมื่อตรวจสอบเจ้าแท่งโลหะดังกล่าวอย่างละเอียดด้วยการ เอกซเรย์ ก็พบว่ามันมีสปริงเล็กๆ ติดอยู่ที่ปลายข้างหนึ่ง บางคนที่ได้เห็น บอกว่ามันมองเหมือนหัวเทียนของเครื่องยนต์ แล้วหัวเทียนเข้าไปอยู่ในก้อนหินอายุ 5 แสนปีได้อย่างไร?
1.Piri Reis
แผนที่นี้มันแสดงภูมิศาสตร์สมบูร์แบบเกินกว่าแผนที่ธรรมดาทั่วไป อีกทั้งยังมีเส้นรุ้งเส้นแวงที่ชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการแผนที่สมัยใหม่ทุกประการ มันแสดงถึงพิ้นที่ของทวีปอาฟริกาใต้อย่างละเอียดละออเป็นพิเศษ รวมไปถึงทวีปอื่นๆอย่างคร่าวๆ ซึ่งนับว่าเหลือเชื่อที่สุด เพราะถูกทำขึ้นหลังจากโคลัมบัสคนเก่ง ค้นพบโลกใหม่ เพียง 21 ปีเท่านั้น เวลาสั้นๆแค่นี้ไม่น่า จะมีใครสำรวจจนทำแผนที่ที่แทบจะครอบคลุมโลกแบบนี้ออกมาได้ ยิ่งน่าทึ่งกว่านี้อีกคือมันมีทวีปแอนตาร์กติก้าด้วย ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีการค้นพบทวีปดังกล่าวนี้เลย ( แอนตาร์กติก้าค้นพบราวๆ ปี 1800) เขาสามารถแสดงชายฝั่งของทวีปที่อยู่ภายใต้น้ำแข็งหนาเป็นกิโลได้อย่างไรหากไม่ใช้กรรมวิธีสมัยใหม่ทางภูมิศาสตร์ที่เรียกกันว่าการสำรวจจากทางอากาศ จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครอธิบายได้ว่าคนวาดแผน Piri Reis นี้มีวิธีการวาดอย่างไรถึงทำให้มีความสอดคล้องกับข้อมูลทางธรณีในยุคปัจจุบัน ทั้งๆที่มันถูกวาดขึ้นในปี 1513
ถ้าซ้ำ ขออภัยนะค่ะ (เป็นเรื่องที่เราชอบๆมากค่ะลึกลับๆ)

เครดิต Toptenthailand 

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


ความนัยของไพ่หนึ่งสำรับ






ความนัยของไพ่หนึ่งสำรับ


นักมายากลแทบทุกคนล้วนเคยสัมผัสไพ่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หลายคนมีไพ่
อยู่ในความครอบครองมากมาย แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่ามีความหมายถูกซ่อนเอาไว้
ภายในไพ่ธรรมดาๆสำรับนี้ เราจะมาทำความรู้จักถึงต้นต่อของหน้าไพ่กัน

- ไพ่ 1สำหรับจะประกอบไปด้วยไพ่ 52 ใบโดยเลข 52 นี้จะเท่ากับจำนวนสัปดาห์
ใน 1ปี 


- ไพ่ 52 ใบจะแบ่งออกเป็น 4 ชุดๆละ 13 ใบ ซึ่งไพ่ 1ชุด (13 ใบ) จะหมายถึง
ข้างขึ้นข้างแรม 


- ผลรวมจำนวนแต้มบนหน้าไพ่ทั้งหมดจะเท่ากับ 364 แต้มและไพ่โจ๊กเกอร์แทน
แต้มที่หายไป 1 แต้ม รวมแล้ว 365 แต้ม เท่ากับจำนวนวันใน 1 ปี ส่วนโจ๊กเกอร์
อีก 1 ตัวจะแทนปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน 


- ไพ่ 1 สำหรับจะมีไพ่ครึ่งหนึ่งเป็นสีดำซึ่งหมายถึงซีกโลกส่วนที่มืด ส่วนสีแดง
หมายถึงซีกโลกที่สว่าง 


- ดอกจิก ข้าวหลามตัด โพธิ์แดง โพธิ์ดำ จะแทน 4 สิ่งที่มีสำคัญในชีวิตคนเรา
โดยดอกจิกจะหมายถึงความรู้ ข้าวหลามตัดหมายถึงทรัพย์สมบัติ โพธิ์แดงหมาย
ถึงความรัก โพธิ์ดำหมายถึงความตาย 


- แจ็ค แหมม คิงส์ จะแทนธรรมชาติของมนุษย์ โดย แจ็ค หมายถึง ชายหนุ่ม
คิงส์ หมายถึง ชายสูงวัย ส่วนแหมม จะหมายถึงหญิงสาว 


- หากคุณลองสังเกตุดูจะพบว่าไพ่แจ็คดอกจิกจะหันหลังให้ดอกจิก ส่วน
คิงส์ดอกจิกจะหันข้างให้ นั้นก็แปลว่า ในวัยเด็กคนเราจะไม่ค่อยชอบศึกษาหา
ความรู้แต่จะชอบการเที่ยวเล่นมากกว่า แต่พอโตขึ้นก็จะเริ่มหันมาสนใจมากขึ้น


- ไพ่แจ็คข้าวหลามตัด จะหันข้างให้ ส่วนคิงส์ข้าวหลามตัดจะจ้องมองตรงๆ ซึ่ง
หมายถึงบุคลเมื่อวัยหนุ่มจะไม่สนใจทรัพย์สมบัติมากนักแต่เมื่อเติบโตขึ้นก็จะเริ่ม
ให้ความสนใจกับเรื่องทรัพย์สมบัติเป็นอย่างมากอาจจะเนื่องมาจากมีความรับ
ผิดชอบมากขึ้น 


- ไพ่แจ็คโพธิ์แดงจะหันหน้ามองโพธิ์แดงตรงๆ ส่วน คิงส์ จะหันมองเพียงข้างๆ ความหมายก็คือเมื่อวัยหนุ่มคนเราจะให้ความสนใจในเรื่องของความรักใคร่มาก
เป็นพิเศษแต่เมื่ออายุมากขึ้นความสนใจเรื่องนี้ก็จะน้อยลง 


- ไพ่โพธิ์ดำเป็นไพ่เพียงชนิดเดียวที่ ทั้ง แจ็ค แหม คิงส์ หันหลังให้ทั้งหมด เปรียบได้กับคนที่ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ทั้งแก่และหนุ่มสาวล้วนมีความ
กลัวตายกันทั้งนั้น




Credit :  http://www.umarin.com/board/index.php?topic=703.0;prev_next=next#new

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


ฮือฮา!รอยเท้าประหลาด เชื่อเป็น'พระพุทธบาท' ชาวบ้านตื่นขอหวย
Pic_262128

พบรอยเท้าประหลาด ชาวบ้านร่ำลือเป็นรอยเท้าพระพุทธเจ้า ที่บ้านวังม่วง ต.หนองบัวเหนือ อ.เมือง จ.ตาก เจ้าของบ้านระบุ ภรรยาฝันเห็นงูตัวใหญ่เลื้อยออกมาจากป่าแล้วดำหายไปในสระดอกบัว ตื่นมาพบรอยเท้าขนาดใหญ่ แถมสุนัขที่เลี้ยงไว้เห่าหอน นอนเฝ้าไม่ยอมห่าง...

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เดินทางไปที่บ้านของ นายวิโรจน์ สุขชู อายุ 45 ปี เลขที่ 4/6 หมู่ 4 บ้านวังม่วง ต.หนองบัวเหนือ อ.เมือง จ.ตาก หลังทราบว่าพบรอยเท้าประหลาดที่บ้านดังกล่าว ซึ่งชาวบ้านร่ำลือว่าเป็นรอยเท้าของพระพุทธเจ้า เมื่อไปถึงพบว่าบริเวณที่พบรอยเท้าประหลาด ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นรอยพระพุทธบาท หรือรอยเท้าของพระพุทธเจ้านั้น อยู่ริมทุ่งนา ห่างจากบ้านนายวิโรจน์ประมาณ 30 เมตร ล้อมรอบด้วยสระดอกบัว ที่คันนาซึ่งเป็นดินเหนียว พบรอยเท้าข้างซ้ายรอยเดียว ขนาดใหญ่ ยาว 35 เซนติเมตร กว้าง 18 เซนติเมตร ลึกลงไปในดิน 5 เซนติเมตร โดยมีชาวบ้านที่ทราบข่าว พากันนำดอกไม้ธูปเทียวแห่มากราบไหว้นับร้อยคน นอกจากนี้ ยังนำเงินเหรียญบาทมาใส่ไว้ที่รอยเท้าเป็นจำนวนมากอีกด้วย บางคนก็มาขอโชคลาภ บ้างก็มาขอให้หายจากอาการเจ็บป่วย บ้างก็มากราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคล ตลอดทั้งวันมีชาวบ้านมาจากจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมากราบไหว้กันอย่างไม่ขาดสาย
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก่อนจะพบรอยเท้านี้ ภรรยาของตนฝันเห็นงูตัวใหญ่เลื้อยออกมาจากป่า บอกว่าจะขอมาอาศัยอยู่ด้วย โดยจะอาศัยอยู่ในสระดอกบัว จากนั้นงูในฝันก็ดำหายลงไปในสระดอกบัว พร้อมกับมีแสงสว่างหลายสีพวยพุ่งขึ้นมาจากสระน้ำสว่างจ้า จากนั้น เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา "เจ้าลาย" สุนัขที่ตนเลี้ยงไว้ พร้อมกับลูกสมุน ก็พากันเห่าหอนตรงบริเวณรอยเท้า จนกระทั่งรุ่งเช้าตนก็เดินไปเปิดน้ำเข้านา เห็นเจ้าลายยืนขวางทางอยู่ริมคันนา พร้อมทั้งเห่าหอนรอยเท้าตลอดเวลา ตนจึงเห็นรอยเท้าขนาดใหญ่ดังกล่าว ถึงกับตกใจขนลุก ตื่นเต้นดีใจ รีบกลับบ้านไปเรียกภรรยามาดู เชื่อว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ตามที่ฝันเห็น จึงไปบอกผู้เฒ่าผู้แก่ ว่าเป็นรอยพระพุทธบาท หรือรอยเท้าพระพุทธเจ้า
นอกจากนี้ เจ้าของบ้าน กล่าวด้วยว่า พอข่าวแพร่สะพัดออกไป ก็มีชาวบ้านทั้งใกล้และไกลแห่มากราบไหว้ และไม่ลึมขอหวยด้วย โดยฝูงของเจ้าลาย มีอยู่ด้วยกัน 6 ตัว นอนเฝ้าอยู่ไม่ห่างรอยเท้าตลอดทั้งวันทั้งคืน เพื่อไม่ให้คนเข้าไปใกล้รอยเท้า ซึ่งเวลากลางคืนพวกมันจะนอนขวาง พร้อมเห่าไล่ ไม่ให้คนเดินผ่านไปมากลางทุ่งนา ส่วนเงินที่ชาวบ้านบริจาคจะนำไปซื้ออุปกรณ์สร้างเพิงคลุมรอยเท้าไว้ เพื่อกันแดงกันฝนต่อไป.


ที่มา ไทยรัฐ
มนุษย์ประหลาดกลายพันธุ์ ที่โด่งดังในอดีต



รูปมนุษย์ประหลาดกลายพันธุ์ ที่โด่งดังในอดีต
รูปเซตนี้ถ่ายไว้ในสมัยศตวรรษที่ 19พวกเขาเป็นคนประหลาดที่สังกัดอยู่ในคณะละครสัตว์ คอยออกโชว์ตัวหาเงินตามที่ต่างๆแต่ละคนแปลกประหลาดได้ใจจริงๆ
ถ้าพวกเขามาเกิดในยุคปัจจุบันนี้นะ รับรองดังเป็นพลุแตกกันเลยทีเดียว
ลองไปยลโฉมพวกเขากันดีกว่า